ในประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ไทยนั้นมีผลงานที่แฝงหรือเล่นกับบริบทความเป็นไทยอยู่ไม่น้อย อาจจะเป็นเรื่องผี, วิญญาณ, ความเชื่อต่างๆ แต่ในจำนวนนั้นก็มีไม่มากที่ลงดีเทลไปสู่ความ “เวรี่ไทย” ชนิดที่นึกไม่ออกว่าเมืองนอกหรือประเทศบ้านใกล้เรือนเคียงจะมีอะไรในทำนองนี้ไหม หรือแม้แต่คนในประเทศเองที่ถึงจะรู้ว่ามีอยู่จริงก็ยังไม่อาจแน่แก่ใจว่ารู้จักมันดีจริงๆ รึเปล่า
ตัวอย่างเช่นวงการ “พระเครื่อง” ที่คนไทยรับรู้ถึงการมีอยู่แต่ก็รู้สึกว่ายากเกินจะศึกษาหรือขอข้องเกี่ยว ดังเช่นที่ใน The Stone ขอนำเรื่องนี้มาขยายและเป็นแก่นหลักของเรื่องราวที่เข้มข้นดั่งชื่อไทย “พระแท้ คนเก๊” หักเหลี่ยม เฉือนคม ไดอาล็อกถึงเครื่อง ความศักดิ์สิทธิ์ของวัตถุไม่ใช่เรื่องสลักสำคัญ คนเบื้องหลังต่างหากที่ร่ายมนตร์กันขึ้นมาเอง
The Stone พระแท้ คนเก๊ เล่าถึงเรื่องของ “เอก” เด็กหนุ่มยากจนที่แค่อยากจะช่วยพ่อที่เข้าโรงพยาบาลอยู่และมีชีวิตที่ดีขึ้น จึงเกิดพุทธิปัญญาง่ายๆ ด้วยอยากนำพระเครื่องของพ่อไปปล่อยในตลาด เพื่อนำเงินที่ได้มาแก้ไขปัญหาและปลดล็อคให้ชีวิตตัวเองสมบูรณ์ขึ้นก็เท่านั้น เพียงแต่เอกก็ไม่รู้เลยว่าพระที่ตัวเองตั้งใจจะปล่อย จะกลายเป็นของในตำนานที่ดึงดูดผู้คนเทาๆ ให้เข้าหาตัวเขาเองมากมายจนกลายเป็นเรื่องฝนตกขี้หมูไหลอันตรายถึงชีวิตในแบบที่เขาเองก็ไม่เคยคาดคิดมาก่อน
ตัวหนังได้จับเอาเหตุการณ์จริงที่เคยเกิดขึ้นในอดีตมาปรับแต่งร้อยเรียงบทขึ้นมาใหม่พร้อมกับกิมมิคเวรี่ไทยที่กลายเป็นเหมือนคอมเมนเซนส์ของคนบ้านเราที่เวลาเห็นคนอื่นรอดจากอุบัติเหตุอย่างปาฏิหาริย์ก็มักจะถามกันเป็นคำแรกว่า “ห้อยพระอะไรไอ้หนุ่ม?” นำเสนอผ่านมุมมองของเอกที่ไม่รู้อะไรเกี่ยวกับพระเครื่องเลย รู้แค่ว่าจะอยากขายเพราะต้องการเงิน ดังนั้นตัวละครเอกจึงเป็นเหมือนตัวแทนผู้ชม ตั้งคำถามแทนผู้ชมถึงความวายปวงที่เกิดขึ้นต่อหน้าไม่หยุดหย่อน และพิศวงยิ่งขึ้นเมื่อลองมองย้อนกลับไปถึงความตั้งใจแรกที่ไม่ซับซ้อนอะไร ทว่ากลับลงเอยด้วยความบ้าบอมากมายที่ไม่ว่าใครก็ไม่อยากจะพบเจอ
ตลอดการเดินทางของเอกในการต้องการปล่อยพระ เขาถูกทดสอบ หลอกล่อ ประทุษร้ายจากเหล่าคนเทาๆ มากมายที่ถูกพระเครื่องดึงดูดมาข้องเกี่ยว ไม่ว่าจะเพราะแค่อยากได้เครื่องพระ หรือว่าเพราะเหตุผลอื่นใด เอกต้องเผชิญกับมันด้วยความที่ทั้งกลัว ทั้งไม่รู้ แต่ก็อยากจะปล่อยพระให้ได้เหมือนกัน ผู้ชมจะได้เห็นเวิร์ลเซ็ตติ้งคร่าวๆ ของวงการพระที่แม้อาจจะเลือกโฟกัสเฉพาะบางจุด และมีการแต่งเสริมเติมสีเข้าไปจนไม่อาจบอกได้ว่าสมจริงร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่มันก็ยังเข้มขลังพอ และข้อดีคือผู้ชมสามารถทำความเข้าใจสถานการณ์ของเนื้อเรื่องได้โดยไม่ต้องมีการอธิบายอะไรให้มากความ ดึงผู้ชมให้เข้าไปในเนื้อเรื่องได้เพียงแค่ไม่กี่นาทีแรก และยังมีรายละเอียดและคามิโอของคนในวงการมากพอที่จะไม่ถูกค่อนขอดจากคนวงใน บทสนทนาตีราคาพระในซีนแรกๆ นั้นเป็นเหมือนนามบัตรชั้นเยี่ยมที่ยื่นให้ผู้ชมได้เห็นกันจะๆ ว่าหนังเรื่องนี้เราจะได้เจออะไรบ้าง
ส่วนหนึ่งส่วนใหญ่คงต้องยกเครดิตให้กับคุณเป้ อารักษ์ ที่เป็นแม่งานเขียนบทและร่วมกำกับเอง หากไม่รู้มาก่อนก็คงไม่อยากเชื่อว่านี่คืองานกำกับเรื่องแรกของแก เพราะมันมีไดเรคชั่นที่ชัดเจน, แน่วแน่ในสิ่งที่ต้องการสื่อสาร, งานคัตติ้งมีสไตล์, การเล่าเรื่องที่ฉับไวตรงประเด็น, งานรีเสิร์ชที่แน่นเกินพอ และบทพูดไดอาล็อกของแต่ละตัวละครที่เข้าปาก คือแค่ดูตัวละครยืนด่ากันก็มันส์แล้ว
โดยเฉพาะช่วงครึ่งแรกที่เรารู้สึกว่าหนังมีดูมีพลังมีของน่าติดตามไปในทุกองค์ประกอบ แม้ที่สุดแล้วตอนขมวดปมช่วงท้ายอาจจะขรุขระและมีรอยแผลอยู่บ้าง แต่แม้จะเป็นซีนในรอยแผลก็ยังมีความสนุกระเบิดออกมาอยู่ดี คิดได้เลยว่าหากมีงานหน้าๆ และคุณเป้สะสมประสบการณ์ได้มากพอ จังหวะปั๊วปัง คมคายกว่านี้ จะสามารถยกระดับภาพยนตร์ไปสู่อีกขั้นได้อย่างไม่ยากไม่เย็นเลย
หนังยังใช้พลังดาราได้อย่างคุ้มค่า… อันที่จริงต้องบอกว่าความสนุกของหนังก้อนใหญ่ๆ มาจากเหล่าแคสต์ที่เคมีเข้ากันได้ดีมากกลุ่มนี้นี่แหละ ทุกๆ คนได้ปล่อยของในแนวทางของตัวเอง ไม่ว่าจะรุ่นใหม่ รุ่นกลาง รุ่นใหญ่ จะตัวเอกหรือตัวสมทบต่างก็ได้ฉายแสงอย่างถ้วนทั่ว แทบทุกคนแสดงเป็นคนเก๊ไว้ใจไม่ได้ได้อย่างแทบจะไร้ที่ติ คนที่เหมือนจะดีกลับเป็นอีกอย่าง คนที่ดูไม่ดีก็อาจมีความลับบางอย่างซ่อนอยู่
นักแสดงรุ่นใหม่อย่าง “เจ้านาย” แสดงเป็นลูซเซอร์ได้อย่างเข้าถึง น่าเห็นใจ น่าสงสาร แต่แววตาก็มุ่งมั่นที่จะมีชีวิตที่ดีกว่านี้ไปพร้อมๆ กัน ขณะที่ อ๊ะอาย ก็น่าจะขึ้นแท่นเป็นนักแสดงหญิงคุณภาพในไม่ช้า การแสดงออกถึงจริตจะก้าน สีหน้าแววตา เข้าใจเลยว่าทำไมเอกถึงหลอนนัก มีสเน่ห์สุดๆ พลิกบทบาทจากภาพจำปกติหรือภาพยนตร์เรื่องก่อนๆ ได้เป็นอย่างดี คุณจ๋ายก็ให้ความรู้สึกว่าออกมาแต่ละทีต้องมีของเสมอ รวมไปถึงคุณตู่ นพพล ที่ออร่าความเป็นรุ่นใหญ่เปี่ยมล้น แผ่ออร่าความคุกคามรอบตัวได้แบบพาสซีฟสีหน้าและแววตาในซีนไคลแมกซ์คือเชื่อขนมกินได้เลย ซึ่งนี่ยังไม่นับรวมนักแสดงสมทบและคามิโอเซียนพระที่มาให้สีสันอีกมายมายก่ายกอง เรียกว่าในด้านแคสต์ The Stone คือคุณภาพสุดๆ ไปเลย
นี่คือภาพยนตร์ไทยที่สามารถบอกว่าสนุกได้โดยไม่ต้องคิดอะไรมาหักลบให้มากมาย จังหวะตัดต่อเร้าอารมณ์ เล่าเรื่องที่ต้องการได้ครบถ้วน ส่งสาส์นถึงผู้ชมได้ชัดเจน น่าจับตาทั้งในแง่ของการเป็นหนังไทยที่โดดเด่นของปี และในแง่ของการเซ็ตมาตรฐานที่สูงของคุณเป้ในงานกำกับแรกของตัวเอง เแม้เนื้อเรื่องภาพรวมและองค์สุดท้ายของหนังอาจจะยวบไปบ้าง แต่มวลบรรยากาศที่นักแสดงปล่อยใส่กันตลอดทั้งเรื่องก็คือความเฉพาะตัวที่บันเทิงได้อย่างไม่เหมือนใคร ทุกตัวละครมีเหลี่ยมมุมน่าสนใจ ความพยายามเพื่อตะกายสู่การเป็นตัวเองที่ยอดเยี่ยมกว่าเดิมของเหล่าคนเก๊ที่ชวนให้รู้สึกว่าแทงหลังกันได้ตลอดเวลา แทบทุกคนไม่สามารถไว้ใจใครได้ และชวนให้ได้ลุ้นตามได้อย่างไม่ยากไม่เย็น “The Stone พระแท้ คนเก๊” เป็นภาพยนตร์ที่ควรค่าต่อการสนับสนุนอย่างแท้จริง
VERDICT
8.5/10
ดูรอบและสำรองที่นั่งได้ที่ – https://majorcineplex.com/movie/the-stone
ขอขอบคุณ Major Cineplex สนับสนุนการรับชม
ติดตามข่าวหนังอื่น ๆ เพิ่มเติมได้ที่นี่ Online Station